ปฏิบัติการณ์… ไล่ล่าแม็คไกวร์[PART 1]

 

หลังจากจบฟุตบอลโลก 2018 ชื่อเสียงของแฮร์รี่ แม็คไกวร์ โด่งดังขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แว้บแรกที่เห็น รู้สึกได้ว่ากองหลังคนนี้ “ตัวใหญ่” แม็คไกวร์สูง 194 ซม. แต่มีบอดี้หนาปึ้ก คือมันยากจริงๆ ที่จะเอาชนะเขาด้วยลูกกลางอากาศ

ยิ่งดูไปดูมา เขาไม่ใช่แค่ร่างกายใหญ่โตอย่างเดียว แต่ทักษะบนพื้นยังเฉียบขาดอีกด้วย ครองบอลดี จ่ายบอลสั้นได้ และมีทีเด็ดในเกมรุกอีกด้วย

ในฟุตบอลโลกที่รัสเซีย เขาเป็นคนแอสซิสต์ให้แฮร์รี่ เคน ในเกมเฉือนตูนิเซีย และโหม่งพังประตูสุดสวยในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับสวีเดน

ในตลาดซัมเมอร์ 2018 แต่ละสโมสรเริ่มหันมาสนใจแม็คไกวร์มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังดูทรงอยู่ เพราะมีนักฟุตบอลหลายคนมาก ที่เป็น one-season wonders หรือพวกดังปีเดียว

ซึ่งถ้าหากแม็คไกวร์ เล่นได้สม่ำเสมออีกสักซีซั่น ถึงตรงนั้นจึงจะเป็นบทพิสูจน์ว่า นักเตะคนนี้คือของจริง

ฤดูกาล 2018-19 ผ่านไป แม็คไกวร์ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไป 31 นัด ยิงไป 3 ประตู ผลงานของเขายังคงมีมาตรฐานที่ดี

จุดเด่นอีกอย่างที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งสตาฟฟ์ทั้งทีมชาติอังกฤษและสโมสรเลสเตอร์ ยอมรับในตัวแม็คไกวร์คือ เขามีความเป็นผู้นำแบบธรรมชาติ

นักเตะที่มีคุณสมบัตินี้ คุณไม่ได้ซื้อมาเพื่อเป็นกองหลังอย่างเดียว แต่ซื้อมาเพื่อเป็นผู้นำในแผงหลังทั้งหมด เชื่อว่าทีมไหนก็ตามที่ได้แม็คไกวร์ จะทำให้แนวรับทั้งแผงพัฒนาศักยภาพขึ้นจากเดิม

เหมือนที่ลิเวอร์พูลจ่าย 75 ล้านปอนด์ ซื้อเวอร์จิล ฟาน ไดค์ นั่นเอง คือไม่ได้ซื้อแค่นักเตะ แต่ซื้อผู้นำในเกมรับ

คราวนี้จึงมี 2 ทีม ที่แสดงความสนใจแม็คไกวร์อย่างชัดเจน ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สงครามการแย่งแฮร์รี่ แม็คไกวร์ ก็เริ่มต้นทันทีในเดือนพฤษภาคม 2019

แม้บ่อนพนันในอังกฤษ ที่มีทั้ง แทงบอลออนไลน์ และ รับแทงแม้กระทั่งการย้ายสโมสรของนักเตะ จะยกให้ปีศาจแดงเป็นตัวเต็งแต่ก็มีข้อมูลลึกลับอีกมากที่วันนี้เราจะได้เข้ามาล้วงลึกกัน


แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่เริ่มเปิดฉากเจรจาซื้อขายก่อน

การอำลาสโมสรของกัปตัน แวงซ็องต์ ก็องปานี ทำให้ซิตี้ ต้องการหาผู้นำในแนวรับคนใหม่ และแม็คไกวร์นั้นตรงสเป็คที่สุด

แต่ราคาที่ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร ตั้งเอาไว้คือ 100 ล้านปอนด์ ในมุมของเขา แม็คไกวร์ถ้าจะย้ายไป ต้องย้ายแบบเป็นสถิติโลกเท่านั้น

ในมุมของคนทำธุรกิจ จะเห็นว่านับวันเลสเตอร์ ยิ่งมีความ “เขี้ยว” ในการเจรจาสูงมาก

สาเหตุเพราะอัยยวัฒน์เคยได้บทเรียนชีวิตไปแล้ว 2 ครั้งในตลาดนักเตะ

ครั้งแรก เขาเคยไปใส่ Release Clause ให้นักเตะ จนเกิดเคสของเอ็นโกโล่ ก็องเต้ขึ้นมา ที่สโมสรต้องจำใจต้องปล่อยไปในราคาแค่ 32 ล้านปอนด์ให้เชลซี ซึ่งเชลซีซื้อก็องเต้ในราคาแค่นั้น ถือว่าถูกเหมือนได้เปล่า

ครั้งที่ 2 เลสเตอร์ เคย Panic หรือวิตกมาก ตอนนักเตะในทีมขึ้นบัญชีขอย้าย ในเคสของแดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ ที่ประกาศขอย้ายทีมในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะ เลสเตอร์ไม่รู้จะทำยังไง เลยปล่อยขายให้เชลซี ทั้งๆที่จริงๆก็น่าจะปั่นราคาได้มากกว่านั้นอีก

เมื่อมีประสบการณ์แบบนี้แล้ว เลสเตอร์จึงไม่มีการใส่ Release Clause ให้นักเตะอีก นอกจากนั้นก็ยัง “นิ่งขึ้น” ในตลาดซื้อขาย คือไม่ไหวติงง่ายๆ นักเตะอยากขอขึ้นบัญชีย้ายทีมก็ตามใจ แต่ถ้าไม่ได้ข้อเสนอที่ดีพอ ก็ไม่ขาย

กรณีของริยาด มาห์เรซ เลสเตอร์ยอมปล่อยให้แมนฯซิตี้ ก็จริง แต่ก็ปั่นราคาไปจนถึง 60 ล้านปอนด์ คือต้องได้ตัวเลขที่น่าพอใจจริงๆถึงจะขาย

แต่ในเคสของแม็คไกวร์คราวนี้ เลสเตอร์รู้ดีว่าปั่นราคาไปได้สูงกว่านั้น เพราะนอกจากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา แม็คไกวร์คือ “ฮีโร่ของชาติ” เขาเป็นนักเตะอังกฤษ และอย่างที่เรารู้กัน มูลค่าของความเป็นอังกฤษ ทำให้ทีมในพรีเมียร์ลีก ต้องจ่ายแพงขึ้นเสมอ

เมื่อแมนฯซิตี้ เห็นตัวเลข 100 ล้านปอนด์ ก็ผงะ มันแพงเกินกว่าที่ตั้งใจไว้มาก คือ นี่มันแพงกว่าเวอร์จิล ฟาน ไดค์อีกนะ

แมนฯซิตี้ ขอลดค่าตัวลงพอสมควร แต่ เสนอ 2 เซ็นเตอร์แบ็กแถมไปด้วย คือนิโคลัส โอตาเมนดี้ และเอเลียควิม ม็องกาล่า แต่เลสเตอร์ ปฏิเสธ

คือเลสเตอร์ ก็มีเซ็นเตอร์อยู่แล้ว 4 คน ได้แก่กัปตันเวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนคู กองหลังตัวใหม่จากตุรกี และ ฟิลิป เบนโควิช ที่กลับมาจากการปล่อยให้เซลติกยืมตัว

แมนฯซิตี้ จึงยื่นข้อเสนอไปอีกครั้งที่ตัวเลข 70 ล้านปอนด์ ซึ่งก็นับว่าสมเหตุสมผล คือถ้าหากเรือใบ จ่ายแม็คไกวร์แพงกว่าฟาน ไดค์ล่ะก็ มันคงยากที่จะตอบคำถามแฟนๆของตัวเอง ว่าทำไมซื้อแพงขนาดนั้น

เลสเตอร์เองก็มีลังเลใจเช่นกัน เพราะเอาจริงๆตัวเลข 70 ล้านปอนด์ก็สูงมากแล้ว แต่สโมสรยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธทันที ขอรอเวลาตัดสินใจก่อนอีกนิด

แต่ในขณะที่ซิตี้ เดินเรื่องอยู่นั่นเอง แมนฯยูไนเต็ดก็เริ่มขยับตัวด้วย

จุดอ่อนที่เด่นชัดของยูไนเต็ด ในยุคโอเล่ กุนนาร์ โซลชา คือแนวรับที่หลวมโพรก พวกเขาเสียประตูง่ายเกินไปคือยิงเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ซีซั่นที่แล้วในบรรดาท็อป 6 แมนฯยูไนเต็ด คือทีมที่เสียประตูมากที่สุด อย่าว่าแต่ท็อป 6 เลย แม้แต่กับเลสเตอร์ อันดับ 9 ของลีก หรือนิวคาสเซิลอันดับ 13 ของลีก พวกนี้ยังเสียประตูน้อยกว่าแมนฯยูอีก

ทั้งๆที่แนวรุกถือว่าพอใช้ได้ แต่เพราะปัญหาจากแนวรับนี่ล่ะ ทำให้ทีมไปไม่ถึงท็อปโฟร์ในฤดูกาลที่แล้ว

ตำแหน่งแบ็กขวา ถูกเติมเต็มด้วย แอร่อน วาน-บิซซาก้า ส่วนแบ็กซ้ายก็มีลุค ชอว์ ที่พัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ขาดหายไปมีเพียงแค่เซ็นเตอร์แบ็กอีกหนึ่งคน ที่จะเอามาเล่นกับวิคเตอร์ ลินเดอเลิฟเท่านั้น

คือจะไปหวังพึ่งคริส สมอลลิ่ง หรือฟิล โจนส์ มันก็ไม่น่าไหว ดังนั้นทีมปีศาจแดงต้องการเซ็นเตอร์ระดับท็อปเพื่ออุดรอยรั่วตรงนี้ และแน่นอน แม็คไกวร์คือคำตอบนั้น

เอ็ด วู้ดเวิร์ด ซีอีโอของแมนฯยู จึงเดินหน้าคุยกับ ซีอีโอของเลสเตอร์ ซูซาน วีแลน ถึงความเป็นไปได้ในการซื้อแม็คไกวร์มาร่วมทีม


ในตอนหน้ายังมีการไล่ล่าอย่างดุเดือดก่อนจะได้ปราการหลังคนนี้มารับใช้ปีศาจแดงอย่างเต็มตัว